ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

1. ประกาศใช้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 มีผลบังคับใช้วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2541 (มาตรา 2 บังคับใช้เมื่อพ้น 180 วัน
เมื่อประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา)
2. ยกเลิก (1) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2515 และ (2) พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2515 (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2533 (มาตรา 3)
3. ไม่บังคับใช้กับ ผู้ซึ่งทำงานให้กับหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ (มาตรา 4) และโรงเรียนเอกชน เฉพาะครูใหญ่และครู
4. นายจ้าง คือ ผู้ตกรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้าง (ให้หมายถึง บุคคลที่นายจ้างมอบหมาย และนิติบุคคล)
    ลูกจ้าง คือ ผู้ทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง
    สัญญาจ้าง จะทำเป็นหนังสือ หรือทำด้วยวาจา หรือโดยปริยาย ก็ได้ (ยกเว้น ลูกจ้างในงานประมง ต้องทำสัญญาเท่านั้น)
    ค่าจ้าง ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ ต้องเป็นเงินเท่านั้น (ค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษ เกิดขึ้นเมื่อเลิกจ้าง หรือเลิกจ้างกรณีเหตุพิเศษ)
    ลักษณะค่าจ้าง ไม่จำเป็นต้องเรียกว่าค่าจ้างก็ได้ แต่เป็นเงินที่มีลักษณะเพื่อตอบแทนการทำงานปกติ ตัวอย่าง บริษัท ก. จ่ายเบี้ยขยัน ให้ลูกจ้างคนหนึ่งเดือนละ 1,000 บาททุกเดือน ถึงแม้ว่าลูกจ้างจะขาดลามาสายบ่อยครั้งก็ตาม หรือบริษัท ข. จ่ายค่าครองชีพ ให้ลูกจ้างทุกคนเดือนละ 2,000 บาททุกเดือน เพื่อให้ลูกจ้างมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนี้ถือเป็นค่าจ้าง เป็นต้น
    อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ กำหนดโดยคณะกรรมการค่าจ้าง (ปัจจุบันจังหวัดที่ได้สูงสุด 310 บาท ต่ำสุด 300 บาท)
5. รมว. กระทรวงแรงงาน เป็นผู้รักษาการ มีอำนาจแต่งตั้ง พตร. กับ ออกกฎกระทรวง
บททั่วไป
1. กรณีผิดนัดกำหนดจ่ายค่าจ้างและอื่นๆ นายจ้างต้องจ่ายดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ร้อยละ 15 ต่อปี
    กรณีนายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร นายจ้างต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม ร้อยละ 15 ทุก 7 วัน
2. มาตรา 10 ห้ามนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันในการทำงาน ยกเว้นงานที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของนายจ้าง และต้องคืนเมื่อสิ้นสุดการจ้างภายใน 7 วัน พร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี)
3. กรณีลูกจ้างเป็นซับพลายเออร์ จะต้องได้รับสิทธิเท่ากับลูกจ้างของนายจ้าง ถ้าทำงานแบบเดียวกัน
    การไล่เบี้ยผู้รับเหมาช่วง ให้ไล่ตั้งแต่ผู้รับแหมาชั้นต้น
    การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างเนื่องจากจากการโอน หรือรับมรดก หรือควบรวมนิติบุคคล ประการอื่นใด ลูกจ้างมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ อย่างเดิม
    กรณี สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่ง เอาเปรียบลูกจ้าง ศาลมีสิทธิสั่งให้มีผลเท่าที่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง
4. ห้ามมิให้นายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน ล่วงเกิน คุกคม หรือก่อความเดือดร้อนรำคาญทางเพศต่อลูกจ้าง
5. การเลิกจ้างจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบก่อนอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง ยกเว้นกรณีสัญญาจ้างที่มีการกำหนดระยะเวลาชัดเจน
6. การคำนวณระยะเวลาการจ้าง ให้นับรวมกันแม้การจ้างขาดช่วง
การใช้แรงงานทั่วไป
1. นายจ้างต้องประกาศเวลาทำงานปกติ ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และต้องมีเวลาพักอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เมื่อทำงานติดต่อกันมาแล้วไม่เกิน 5 ชั่วโมง
2. ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา ยกเว้นได้รับการยินยอมเป็นคราวๆไป ไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ห้ามเด็กและหญิงมีครรภ์ทำเด็ดขาด)
    ห้ามนายจ้างทำงานในวันหยุด ยกเว้นสภาพงาน หรืองานฉุกเฉิน จะทำได้เท่าที่จำเป็น และให้ทำได้ในกิจการบางประเภท เช่น โรงแรม(ห้ามเด็กและหญิงมีครรภ์ทำเด็ดขาด)
     งานอันตรายห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุด
3. ต้องจัดวันหยุดประจำสัปดาห์ อย่างน้อย 1 วัน (ลูกจ้างรายเดือนเท่านั้น มีสิทธิได้รับค่าจ้าง)
4. ต้องจัดวันหยุดตามประเพณี อย่างน้อย 13 วันต่อปี โดยรวมวันแรงงาน (1 พฤษภาคม) ต้องแจ้งให้ทราบก่อนอย่างน้อย 30 วัน
4. วันหยุดพักผ่อน จะได้ 6 วันต่อปี (ตามที่นายจ้างกำหนดหรือตกลงกันก็ได้) มีสิทธิได้เมื่อทำงานครบ 1 ปี เว้นแต่นายจ้างกำหนดหรือให้ตามส่วน
5. ลาป่วย ได้เท่าที่ป่วยจริง แต่จะได้รับค่าจ้าง ไม่เกิน 30 วันต่อปี หากลาป่วยตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ต้องใช้ใบรับรองแพทย์
6. ลากิจ มีหรือไม่มีก็ได้ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
7. ลาทำหมัน ลาได้ตามระยะเวลาที่แพทย์ออกใบรับรอง
8. ลาเพื่อรับราชการทหาร ตามระยะเวลาในหมายเรียก โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน
9. ลาคลอด ไม่เกิน 90 วัน โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน
10. ลาอบรมหรือศึกษา ต้องแจ้งนายจ้างให้ทราบก่อนอย่างน้อย 7 วัน ลาได้ไม่เกิน 30 วัน หรือ 3 ครั้งต่อปี
11. ห้ามให้ลูกจ้างทำงานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก เกินน้ำหนักที่กำหนด 20 กก. 25 กก. และ 50 กก. สำหรับเด็กหญิง เด็กชายและหญิง และชาย ตามลำดับ
การใช้แรงงานหญิง
1. ห้ามให้ลูกจ้างหญิงทำงาน ใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา//งานนั่งร้านที่สูงจากพื้นดินเกิน 10 เมตร//งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือไวไฟ//งานอื่นตามที่กำหนดในกำกระทรวง
2. ห้ามให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ เครื่องจักรเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน//ขับหรือติดไปกับยานพาหนะ//ทำงานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก เกิน 15 กก.//งานที่ทำบนเรือ//งานอื่นตามที่กำหนดในกำกระทรวง
3. ห้ามให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ ทำงานเวลา 22.00 น. – 06.00 น. ทำงานล่วงเวลา และทำงานในวันหยุด ยกเว้นงานบริหาร วิชาการ ธุรการ การเงินหรือบัญชี
4. ถ้าลูกจ้างหญิงมีครรภ์ร้องขอให้เปลี่ยนงานโดยมีใบรับแพทย์ นายจ้างต้องเปลี่ยนงานให้ (กรณีงานเดิมทำไม่ไหวช่วงก่อนและ/หรือหลังคลอด)
5. ห้ามเลิกจ้างเพราะเหตุมีครรภ์
การใช้แรงงานเด็ก
1. ห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เว้นแต่ในงานประมง ห้ามต่ำกว่า 18 ปี//กรณีจ้างเด็ก 15 – 18 ปี ต้องแจ้ง พตร. ภายใน 15 วัน ตั้งแต่วันที่เด็กเริ่มทำงาน และแจ้งสิ้นสุดการจ้างภายใน 7 วัน
2. ห้ามให้ลูกจ้างทำงาน ใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา//งานนั่งร้านที่สูงจากพื้นดินเกิน 10 เมตร//งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือไวไฟ//งานอื่นตามที่กำหนดในกำกระทรวง
3. งานที่ห้ามเด็กทำ ตามมาตรา 49 และสถานที่ที่ห้ามเด็กทำงาน ได้แก่ โรงฆ่าสัตว์ สถานที่เล่นการพนัน และสถานบริการ โรงงานหรือสถานประกอบกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ
4. ห้ามเรียกรับหลักประกันจากเด็กหรือผู้แทนโดยชอบธรรม
การจ่ายค่าจ้าง
1. ต้องเป็นเงินไทย เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
2. ต้องจ่าย ณ สถานที่ทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
3. การคำนวณค่าจ้าง ประเภทรายหน่วยหรือตามผลงาน ให้เอาค่าจ้างที่ลูกจ้างเดือนรับในเดือนก่อนและหาค่าเฉลี่ยแล้วหารด้วย 30
4. ค่าล่วงเวลา ต้องจ่ายเป็น 1.5 เท่า//ค่าทำงานในวันหยุด ต้องจ่ายเป็น 2 เท่า//ค่าทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ต้องจ่ายเป็น 3 เท่า
5. การคิดค่าล่วงเวลา กรณีรายวัน สูตร (ค่าจ้างรายวัน / 8) * 1.5 หรือ 3 * จำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลา
                           กรณีรายเดือน สูตร ((เงินเดือน/30)/8) * 1.5 หรือ 3  * จำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลา
                           กรณีรายหน่วย สูตร ((ค่าจ้างเฉลี่ยเดือนก่อนหน้า/30)/8) * 1.5 หรือ 3 * จำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลา
6. นายจ้างให้ลูกจ้างไปทำงานนอกสถานที่ทำงานปกติ นายจ้างต้องออกค่าใช้จ่าย
7.ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ยกเว้นเพื่อ จ่ายภาษี//บำรุงสหภาพแรงงาน//ชำระหนี้สหกรณ์//เงินประกันหรือชดใช้ค่าเสียหาย ที่เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง//เงินสะสม (กองทุนเงินสะสม)
การควบคุม
1. กรณีมีลูกจ้าง มากกว่า 10 คน ต้องทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ปิดประกาศให้ลูกจ้างทราบ ภายใน 15 วัน
2. จัดทำทะเบียนลูกจ้าง
3. เอกสารการจ่ายค่าจ้าง (รายละเอียด มาตรา 114) หมายความรวมถึงกรณีโอนผ่านบัญชี
การพักงาน ต้องทำเป็นหนังสือระบุความผิดและกำหนดเวลาชัดเจน แต่ไม่เกิน 7 วัน และต้องแจ้งให้ทราบก่อนการพักงาน
ค่าชดเชย
1. เมื่อถูกเลิกจ้าง (ลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างจะไม่ได้รับ) หรือเกษียณอายุ (ถ้าไม่กำหนดไว้ให้ถือว่าลูกจ้างมี 60 ปี)
    (1) ทำงานติดต่อกับครบ 120 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 30 วัน
    (2) ทำงานติดต่อกับครบ 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 90 วัน
    (3) ทำงานติดต่อกับครบ 3 ปี แต่ไม่เกิน 6 ปี รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 180 วัน
    (4) ทำงานติดต่อกับครบ 6 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 240 วัน
    (5) ทำงานติดต่อกับครบ 10 ปี รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 300 วัน
2. กรณีลูกจ้างกระทำความผิดที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย มาตรา (119)
3. การย้ายสถานที่ทำงาน ถ้ากระทบกับลูกจ้าง นายจ้างต้องแจ้งก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์จะย้ายให้บอกเลิกสัญญาในช่วงนั้นและได้รับค่าชดเชย
พนักงานตรวจแรงงาน
1. ตามมาตรา 139 สำหรับ พนักงานราชการใช้เฉพาะ (1) และ (2) และต้องแสดงบัตร พตร. ทุกครั้ง ต่อนายจ้างหรือผู้แทน
2. การอุทธรณ์คำสั่ง ภายในระยะเวลา 30 วันต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย
3.การส่งหนังสือเป็นจดหมายลงทะเบียนตอบรับ หรือส่งเอง หากไม่พบให้ปิดประกาศไว้หน้าที่ทำการและบันทึกไว้เป็นหลักฐาน (ถ่ายภาพไว้)

ความคิดเห็น