หลังจากตรากตรำทำงานกันมาหลายสิบปี เมื่อพูดถึงเรื่องการเกษียณอายุ
หลายๆท่านคงจะคิดถึงเงินก้อนใหญ่ที่จะได้เอาไว้ใช้ในชีวิตบั้นปลายกันใช่ไหมครับ...
สำหรับข้าราชการ
หรือเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นกังวลเท่าไหร่ (ถ้ามีหนี้น้อยหรือไม่มี)
แต่ถ้ามีเยอะก็คงจะคิดเหมือนกัน...
แต่สำหรับลูกจ้างหรือแรงงานที่ทำงานในสถานประกอบกิจการต่างๆ
นี่ซิ เงินก้อนสุดท้ายของการทำงานก็คือเงินชดเชยที่เกิดจากการเกษียณอายุนั่นเอง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6)
พ.ศ. 2560 มาตรา 118/1 ได้กำหนดให้ลูกจ้างในสถานประกอบกิจการสามารถขอเกษียณอายุกับนายจ้างได้เมื่อมีอายุครบ
60 ปีบริบูรณ์ สำหรับสถานประกอบกิจการที่ไม่ได้กำหนดไว้หรือกำหนดไว้เกินกว่า 60 ปี
ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือสัญญาจ้าง
แต่สำหรับสถานประกอบกิจการใดที่มีการกำหนดไว้ก่อนก็ให้เป็นไปตามข้อกำหนดหรือสัญญานั้น
เช่น กำหนดไว้ให้เกษียณตอนอายุ 55 ปี ก็ให้ลูกจ้างสามารถเกษียณอายุได้ตอน 55 ปี
เป็นต้น และให้การเกษียณอายุนี้เปรียบเสมือนการที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง
ซึ่งลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากนายจ้าง ตามอายุงานที่ทำงานซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา
118 ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ได้แก่
1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วันแต่ไม่ครบ 1
ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วันหรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน
30 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างตามผลงาน
2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปีแต่ไม่ครบ 3
ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วันหรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน
90 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างตามผลงาน
3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6
ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180
วันหรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 180 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างตามผลงาน
4) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปีแต่ไม่ครบ 10
ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน
หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 240 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างตามผลงาน
5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป
ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน
300 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างตามผลงาน
ก็ลองพิจารณากันดูกันนะครับว่างานที่ท่านทำอยู่ในปัจจุบันท่านทำมีกี่ปีแล้ว
เมื่อท่านถูกเลิกจ้างหรือเกษียณอายุท่านจะได้ค่าชดเชยเท่าไหร่?
แต่นี่แหละครับ
ปัญหา!! ทำไมถึงเป็นปัญหา? ท่านลองคำนวณดูนะครับ
ถ้าท่านทำงานมา 10 ปี เงินเดือน 10 เดือนสุดท้ายของท่านอยู่ที่เดือนละ 50,000 บาท
เมื่อท่านถูกเลิกจ้างหรือเกษียณอายุ ท่านจะได้รับค่าชดเชย 50,000 บาท x 10 เดือน = 500,000 บาท (ครึ่งล้านนะครับ)
แล้วท่านคิดว่ามันจะมีคนไม่อยากไหม?
แล้วเขาจะทำอย่างไรกับท่านละ?
ทำอย่างไร? ให้มันออกไปเอง...
มีวิธีการมากมายในเรื่องนะครับ
แต่เราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะป้องกันตัวเราละ ผมอยากแนะนำดังนี้
1) ศาลไทยยึดเอกสารสำคัญ
เอกสารสำคัญที่เขาจะให้เราออกได้โดยไม่ได้รับค่าชดเชย
คือ
(1) ใบลาออก
ท่านลงลายมือชื่อท่านเมื่อไหร่ ท่านแพ้ทันที
ถ้าเอกสารนั้นไม่ได้ส่งไปด้วยตัวท่านเอง
(2) ลงลายมือชื่อรับผิดในเอกสาร
ถ้าท่านไม่ผิดท่านจะต้องมีหนังสือชี้แจงต่อนายจ้าง มีการลงชื่อรับเอกสารจากนายจ้าง
ทางที่ดีกันไว้ให้มีพยานเป็นเพื่อนร่วมก็ดี ลงลายมือชื่อกำกับไว้ วิธีนี้อาจจะพอช่วยได้นะครับ
ถ้าเกิดจากการกลั่นแกล้ง แต่ถ้าท่านทำผิดจริงก็อยากปฏิเสธเลยครับ
นายจ้างเขาพิสูจน์ความผิดได้แน่ๆ
2)
กิจการเป็นของนายจ้าง
สิ่งที่ท่านต้องทำใจยอมรับ คือ
นายจ้างจะสั่งให้ท่านทำงานอะไรก็ได้ที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ดังนั้น
ไม่ว่างานจะเยอะแค่ไหน หรือให้อยู่เฉยๆ ไม่ให้งานท่านเลย แต่ยังจ่ายค่าจ้างให้อยู่
เขาก็สามารถทำได้ กรณีให้อยู่เฉยๆ ผมแนะนำได้อย่างเดียว คือ อดทนครับ
ส่วนกรณีให้งานเยอะ ผมแนะนำให้ที่ทำรายการงานที่ได้รับคำสั่งไว้
บันทึกเวลาที่ใช้ในการทำงาน
ให้ดีกว่าถ้ามีเพื่อนร่วมงานที่ทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดียวกันละก็
เอางานมาเปรียบเทียบกันดูแล้วบันทึกไว้ อย่างน้อยก็มีเอกสารช่วยยืนยันได้บ้างครับ
3) ละทิ้งงาน 3 วัน อันตราย!
ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น
ไม่ให้ท่านเข้าที่ทำงาน เป็นต้น
ท่านต้องทำบันทึกไว้หรือถ้าเขาติดป้ายว่าห้ามท่านเข้า ถ่ายไว้เป็นหลักฐานนะครับ
แต่ที่อันตรายกว่า
คือ การไล่ออกด้วยวาจานี่แหละครับ บอกปุ๊บ ผ่านไป 3 วันท่านไม่มาทำงาน แล้วถึงเวลาให้การเขาบอกไม่ได้พูดเมื่อไหร่ท่านจะเอาหลักฐานอะไรยืนยัน
นอกจากท่านจะบันทึกเสียงไว้หรือมีพยานบุคคล แต่อย่าลืมนะครับ คงไม่มีใครอยากตกงาน
อีกเรื่องที่สำคัญคือ
เช็คให้ดีนะครับใบลาท่านอนุมัติหรือยัง ถ้ายังก็ต้องเร่งดำเนินการก่อนท่านจะลา
ถ้าอนุมัติแล้วก็ควรเก็บสำเนาไว้ด้วยนะครับ
วิธีการที่ผมได้บอกกล่าวมานี้มันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งนะครับ
ในความเป็นจริงยังมีวิธีการอีกมากมาย
จึงอยากจะขอให้ท่านโปรดระมัดระวังในการทำงานของท่าน.. โดยบทความนี้ ผมหวังว่ามันจะมีประโยชน์สำหรับลูกจ้างหลายๆ
ท่านนะครับ ในการที่จะป้องกันสิทธิของท่านให้ได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด นะครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น